Islamic Study Logo
กลับไปหลักการศรัทธา

การศรัทธา หรือ อีมาน

27 นาที
แอดมิน
หลักการศรัทธา
การศรัทธา หรือ อีมาน

อีมาน (IMAN)

อีมาน คือ การยืนยันด้วยหัวใจอย่างแน่นอนต่อบทบัญญัติจากอัลลอฮ์ที่ถูกประทานจากเบื้องบน

อีมานมี 6 ประการ ได้แก่:

  1. ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.)
  2. ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์)
  3. ศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์
  4. ศรัทธาต่อบรรดาศาสดา
  5. ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์
  6. ศรัทธาต่อกฎสภาวะและชะตากรรม (กอดอ์และกอดัร) ทั้งดีและร้ายจากพระองค์

1. ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.)

ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.)

การศรัทธาต่ออัลลอฮ์

การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ คือ การรู้จักพระองค์และเชื่อมั่นในพระองค์ ยอมรับว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริง ทรงเอกะ และทรงสมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะอันสมบูรณ์ทุกประการ ปราศจากคุณลักษณะบกพร่องทั้งปวง


การรู้จักอัลลอฮ์ คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ผู้ที่เชื่อมั่นในสภาวะการมีอยู่และเอกภาพของอัลลอฮ์ เชื่อว่าพระองค์จะตอบแทนผู้ทำดี และจะไม่ปล่อยผู้ทำชั่วให้พ้นโทษ รวมถึงเชื่อว่าพระองค์ทรงสร้างโลกอาคิเราะฮ์ขึ้นเพื่อความยุติธรรมของพระองค์

คนผู้นั้นจะมีความสุขและความสงบภายในจิตใจ

ดังนั้น เขาจะไม่หวาดกลัวประตูหลุมศพที่เปิดไปสู่โลกนิรันดร ตรงกันข้าม เขาอาจเห็นว่ามันคือแหล่งความชื่นชมยินดีของตนเองด้วยซ้ำ

แต่ผู้ที่ไม่รู้จักอัลลอฮ์ ถึงแม้จะมีทรัพย์สิน ความสะดวกสบาย ฐานะ ตำแหน่ง หรือบุตรหลาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งให้ความสุขทั้งหลาย เขาก็ยังไม่อาจมีความสุขได้อย่างแท้จริง

ความคิดเกี่ยวกับหลุมศพและความตายนั้น จะคอยรบกวนหัวใจของเขา และสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่เขาอยู่เสมอ


ปัญญา คือหนทางที่ดีที่สุดในการรู้จักอัลลอฮ์

อวัยวะทุกส่วนมีหน้าที่ของมัน ดวงตามีหน้าที่มองเห็น ส่วนหน้าที่ของสติปัญญาคือ คิดใคร่ครวญและพยายามทำความเข้าใจ

ชีวิตของคนเราจะได้รับผลกระทบหากไม่ใช้ปัญญาให้ถูกต้อง ดังนั้น อัลลอฮ์จึงเรียกร้องให้มนุษย์คิดใคร่ครวญ ดังพระดำรัสว่า:

قُلِ انْظُرُوا مَاذَا فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ


“จงกล่าวเถิดว่า: จงดูสิว่ามีอะไรบ้างในฟากฟ้าและแผ่นดิน”
(ยูนุส : 101)

ผู้ที่ใช้ปัญญา จะมองสิ่งที่อยู่รอบตัว แล้วคิดว่า มันมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง ใครคือเจ้าของที่แท้จริง และจะพยายามค้นหาความจริงนั้น

2. การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์

การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์

มะลาอิกะฮ์ คือ สิ่งถูกสร้างที่มีแสงสว่างเป็นสาระ (นูร) ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า พวกเขาบริสุทธิ์จากความใคร่ในเชิงกามารมณ์และความต้องการทางสัญชาตญาณแบบมนุษย์

พวกเขา ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่หลับ และไม่แต่งงาน
พวกเขา ไม่มีเพศชายหรือเพศหญิง

ด้วยอนุญาตของอัลลอฮ์ พวกเขาสามารถปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ได้

อัลลอฮ์ตรัสว่า:

(เรื่องราวของ) มัรยัม จงอ่านเถิด
เมื่อเธอได้แยกตัวไปยังที่ด้านทิศตะวันออก แล้วได้ตั้งฉากกั้นระหว่างตนกับพวกเขา
เราส่ง “จิตวิญญาณของเรา” ไปยังเธอ และเขาปรากฏต่อเธอในรูปร่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์
(มัรยัม : 16–17)

มะลาอิกะฮ์ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์อย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืน พระคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า:

لَا يَعْصُونَ اللَّهَ مَا أَمَرَهُمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ
“พวกเขา (มะลาอิกะฮ์) ไม่ขัดขืนต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสั่ง และพวกเขาทำตามสิ่งที่ถูกสั่งไว้ทุกประการ”
(อัตตะฮ์รีม : 6)

มะลาอิกะฮ์คือสิ่งเร้นลับ ไม่สามารถมองเห็น ไม่ได้ยินด้วยหู และไม่อาจจับต้องได้ พระคัมภีร์อัลกุรอานและคัมภีร์ศาสนาก่อนหน้าที่แท้จริง ได้บอกกล่าวถึงการมีอยู่ของมะลาอิกะฮ์อย่างแน่นอน

การปฏิเสธมะลาอิกะฮ์ถือเป็น กุฟรฺ (การปฏิเสธศรัทธา)

มนุษย์ โดยเนื้อแท้แล้วมีระดับต่ำกว่ามะลาอิกะฮ์ แต่ศาสดาและเราะซูลถูกเลือกมาจากมนุษย์ และมนุษย์คือผู้แทนของอัลลอฮ์บนโลกนี้

แต่สำหรับมะลาอิกะฮ์ชั้นสูง เช่น ญิบรีล (กาบรีเอล) มิกาอีล อิสรอฟีล และอาซราอีล พวกเขามีสถานะสูงกว่ามนุษย์ทั่วไป

หน้าที่ของบรรดามะลาอิกะฮ์

  1. ทำการสรรเสริญและสุบฮานต่ออัลลอฮ์
  2. ดูแลกิจการของบัลลังก์ (อัรช์)
  3. ทำงานในสวนสวรรค์
  4. ทำงานในนรก
  5. อยู่กับมนุษย์ จดบันทึกความดีและความชั่วของเขา

มะลาอิกะฮ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 4 ท่านคือ:
ญิบรีล, มีกาอีล, อิสรอฟีล, อิซรออีล

และอัลลอฮ์ตรัสเกี่ยวกับญิบรีลว่า:

“ผู้ใดเป็นศัตรูกับญิบรีล แท้จริงเขาเป็นผู้ที่นำนำคัมภีร์ของอัลลอฮ์ลงมายังหัวใจของเจ้า โดยอนุญาตของพระองค์”
(อัลบะเกาะเราะฮ์ : 97)

3. การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

การศรัทธาต่อคัมภีร์

อัลลอฮ์ทรงเลือกมนุษย์ให้เป็นตัวแทน (คอลีฟะฮ์) บนแผ่นดิน และไม่ปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตตามลำพัง พระองค์จึงทรงบอกแนวทางว่า มนุษย์ควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

พระองค์ได้ประทาน คำสั่งและข้อห้าม ผ่านเทวฑูตญิบรีลไปยังบรรดาศาสดา

บางครั้ง คำสั่งและข้อห้ามเหล่านี้ถูกประทานมาในรูปของ “ซอฮีฟะห์” (แผ่นคำสอน) ดังอัลลอฮ์ตรัสว่า:

“หรือสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์ของมูซาไม่ได้ถูกบอกแก่เขาหรือ? และสิ่งที่ให้แก่อิบรอฮีมผู้สัตย์ซื่อก็เช่นเดียวกัน: ไม่มีผู้แบกรับบาปใดแบกรับบาปของผู้อื่นได้ มนุษย์จะได้รับผลของสิ่งที่ตนพยายาม และการงานของเขาจะถูกเห็นในวันกิยามัต จากนั้นเขาจะได้รับผลตอบแทนอย่างครบถ้วน และสุดท้าย การกลับคืนย่อมเป็นของพระเจ้าของเจ้า”
(อันนัจญ์ม : 36–42)

มีรายงานบางสายระบุว่า

  • 10 ซอฮีฟะห์ถูกประทานแก่ท่านอาดัม
  • 50 ซอฮีฟะห์แก่ท่านชีษ
  • 30 ซอฮีฟะห์แก่ท่านอิดรีส
  • 10 ซอฮีฟะห์แก่ท่านอิบรอฮีม (อ.)

คัมภีร์ที่ถูกประทาน

ได้แก่:
เตารอต, ซาบูร, อินญีล และอัลกุรอาน

  • เตารอตที่อยู่ในมือชาวยิวปัจจุบัน ถูกบิดเบือนและไม่เหลือสภาพดั้งเดิม
  • อินญีลที่แท้จริงซึ่งประทานหลังเตารอต ถูกยกเลิกไปหลังมาถึงอัลกุรอาน และไม่เหลือต้นฉบับอยู่
  • อินญีลที่อยู่ในมือคริสเตียนปัจจุบัน ถูกเขียนหลังจากท่านอีซา (อ.) นานหลายร้อยปี โดยบุคคลอื่น

อัลกุรอาน – คัมภีร์สุดท้าย

อัลลอฮ์ได้ประทานอัลกุรอานทีละตอน ทีละซูเราะฮ์ เป็นเวลา 23 ปี แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

เพื่อป้องกันการถูกบิดเบือนเหมือนคัมภีร์ก่อนหน้า
ท่านนบีและบรรดาศอฮาบะฮ์ได้ ท่องจำอัลกุรอาน และสิ่งนี้ทำสืบต่อกันทุกยุคทุกสมัย จนมีผู้ท่องจำเป็นจำนวนมากนับแสนในแต่ละยุค

จึงทำให้ อัลกุรอานที่อ่านในยุคของท่านนบี และอ่านในยุคนี้เหมือนกันทุกประการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตามพระสัญญาของอัลลอฮ์:

إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ
“แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมา และแน่นอน เราจะเป็นผู้พิทักษ์รักษามัน”
(อัลหิจร์ : 9)


การรวบรวมอัลกุรอาน

ในสมัยท่านอบูบักร (ร.ฎ.) อัลกุรอานยังไม่ได้ถูกรวบรวมเป็นเล่มเดียว แต่เป็นแผ่น ๆ กระดาษ หรือท่องจำโดยบรรดาฮาฟิซ

เมื่อเกิดสงครามยามามะฮ์ มีฮาฟิซประมาณ 70 คนถูกชะฮีด ทำให้ท่านอุมัร (ร.ฎ.) กังวลว่าอัลกุรอานจะสูญหาย จึงเสนอให้รวบรวมเป็นเล่ม

ท่านอบูบักรจึงแต่งตั้ง เซย์ด บิน ซาบิต เป็นหัวหน้าคณะรวบรวม จนกลายมาเป็นคัมภีร์เล่มเดียว และในสมัยท่านอุษมานก็ได้ทำการคัดลอกแจกจ่าย


คุณความดีของอัลกุรอาน

  1. อัลกุรอานครอบคลุมคำสอนของคัมภีร์ทั้งหมดก่อนหน้า
    ดังพระดำรัสว่า:

“เราได้ประทานคัมภีร์ให้แก่เจ้า ด้วยสัจธรรม เพื่อยืนยันสิ่งที่มาก่อน และเป็นผู้รักษามันไว้”

คุณสมบัติและความจริงของอัลกุรอาน

  1. อัลกุรอานยืนยันคัมภีร์ก่อนหน้า และเป็นพยานเหนือพวกมัน

อัลลอฮ์ตรัสว่า:

“โอ้เราะซูลเอ๋ย เราได้ประทานคัมภีร์แห่งสัจธรรมแก่เจ้า เพื่อเป็นผู้ยืนยันคัมภีร์ก่อนหน้า และเป็นผู้กำกับเหนือพวกมัน”
(อัลมาอิดะฮ์ : 48)


  1. อัลกุรอานคือพระวจนะสุดท้ายของอัลลอฮ์ และปลอดภัยจากการบิดเบือน

เพราะมันเพียงพอต่อการชี้นำของมวลมนุษย์ในทุกสมัย และไม่จำเป็นต้องมีคัมภีร์ใหม่อีกแล้ว
อัลลอฮ์ตรัสว่า:

“และแท้จริงมันคือคัมภีร์อันทรงเกียรติ ไม่มีความเท็จจากหน้าใดหรือหลังใดเข้าถึงมันได้ มันคือการประทานจากผู้ทรงปรีชาญาณผู้ควรแก่การสรรเสริญ”
(ฟุศศิลัต : 41–42)


  1. ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่ขัดแย้งกับคำสอนของอัลกุรอาน

พระองค์ตรัสว่า:

“เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณของเรา ทั้งในขอบเขตต่าง ๆ ของโลก และภายในตัวของพวกเขาเอง เพื่อให้พวกเขารู้ว่ามันคือสัจธรรม”
(ฟุศศิลัต : 53)


  1. อัลกุรอานถูกทำให้ง่ายต่อการท่องจำ

ไม่ว่าคนจะเป็นอาหรับหรือไม่ ก็สามารถท่องจำได้ง่าย นี่คือความพิเศษที่ไม่พบในคัมภีร์อื่น พระองค์ตรัสว่า:

وَلَقَدْ يَسَّرْنَا الْقُرْآنَ لِلذِّكْرِ فَهَلْ مِنْ مُدَّكِرٍ
“และแท้จริงเราได้ทำให้อัลกุรอานง่ายต่อการรำลึก แล้วมีใครจะใส่ใจหรือไม่?”
(อัลก็อมาร์ : 17)

4. การศรัทธาต่อบรรดาศานทูต

ศรัทธาต่อบรรดาศานทูต

พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก คือ อัลลอฮ์ ทรงจัดเตรียมความสามารถต่าง ๆ ให้แก่สัตว์เพื่อให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของพวกมัน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงมอบภารกิจและความจำเป็นด้านศาสนาให้กับมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์รู้ว่าตนควรประพฤติอย่างไรเพื่อความสำเร็จในโลกและอาคิเราะฮ์

ดังนั้น พระองค์จึงประทาน วะฮีย์ (วิวรณ์) ให้แก่บรรดาศาสดา ซึ่งเป็นผู้นำและผู้ชี้ทางของมนุษย์

ศาสดาทั้งหลายมีหน้าที่ถ่ายทอดวะฮีย์ที่ได้รับมาแก่ประชาชน และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างอัลลอฮ์กับปวงบ่าว

ด้วยเหตุนี้ การศรัทธาต่อบรรดาศาสดาจึงเป็นฟัรฎู และการปฏิเสธศาสดาบางส่วนถือเป็น กุฟรฺ (ปฏิเสธศรัทธา)

อัลกุรอานกล่าวว่า:

لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِنْ رُسُلِهِ


“พวกเราไม่จำแนกแยกแยะระหว่างศาสดาคนใดคนหนึ่งของพระองค์”
(อัลบะเกาะเราะฮ์ : 285)


รายนามของศาสดา

ศาสดาท่านแรกคือ อาดัม (อ.) และศาสดาท่านสุดท้ายคือ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

จำนวนของศาสดาอย่างแน่นอนนั้นไม่สามารถระบุได้ แต่มีคำตรัสว่า:

“เราได้ส่งศาสดามากมาย และเราได้เล่าเรื่องบางส่วนแก่เจ้า และบางส่วนเรามิได้เล่าแก่เจ้า”
(อันนิซาอ์ : 164)

บนโลกอันยาวนานนี้ ทุกประชาชาติต่างได้รับศาสดาเป็นของตนเอง ดังอัลลอฮ์ตรัสว่า:

“ไม่มีประชาชาติใดเลย นอกจากมีศาสดาเพื่อเตือนพวกเขา”
(ฟาฏิร : 24)

และในอีกบทหนึ่งว่า:

“สำหรับทุกอุมมะฮ์ย่อมมีศาสดาของเขา”
(ยูนุส : 47)


รายชื่อศาสดาที่ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน

มีทั้งหมด 25 ท่าน ได้แก่:
อาดัม, อิดรีส, นูห์, ศอลิห์, อิบรอฮีม, ลุฏ, อิสมาอีล, อิสฮาก, ยะกูบ, ยูซุฟ, อัยยูบ, ชุอัยบ์, มูซา, ฮารูน, ดาวูด, ซุไลมาน, อิลยาส, อัลยัสอ์, ยูนุส, ซุลกิฟล์, ซะกะรียา,ยะฮ์ยา, อีซา และมุฮัมมัด “อาลัยฮิมุสสะลาม”

หลักฐานและปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดา

อัลลอฮ์ทรงสนับสนุนบรรดาศาสดา ด้วยปาฏิหาริย์เพื่อยืนยันความถูกต้องของพวกท่าน ตัวอย่างเช่น:

▪ ท่านอิบรอฮีม (อ.)

เมื่อถูกโยนเข้าไปในกองไฟ อัลลอฮ์ได้ทำให้ไฟสูญเสียความร้อน และปกป้องท่าน แสดงให้เห็นว่าศาสนาที่ท่านนำมานั้นคือสัจธรรม

▪ ท่านมูซา (อ.)

พระองค์ประทานไม้เท้าให้ ซึ่งใช้ลบล้างมายากลของพ่อมด

▪ ท่านอีซา (อ.)

พระองค์ประทานอำนาจให้ท่านรักษาคนตาบอด และทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์

▪ ท่านมุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

พระองค์ประทานปาฏิหาริย์มากมายหลายร้อยอย่าง และ ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออัลกุรอาน

ภารกิจหลักของบรรดาศาสดา

หน้าที่ของศาสดาคือ:

  • ชี้นำสังคมไปสู่ความดี
  • ปกป้องผู้คนจากความชั่ว
  • พาออกจากความมืดของการปฏิเสธศรัทธาและบิดเบือน
  • นำพามนุษย์สู่แสงสว่างของอีมาน

บรรดาศาสดาทุกท่านเหมือนช่างก่อสร้างที่สร้างอาคารมนุษยชาติทีละก้อนอิฐ และยกระดับมันขึ้น

ท้ายที่สุด ศาสดาท่านสุดท้ายและผู้มีเกียรติที่สุด คือ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้มาสร้างอาคารนี้ให้เสร็จสมบูรณ์

หลังจากท่านแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีศาสดาอีก
เพราะถ้ามีศาสดามาใหม่ ก็จะเป็นการเพิ่มสิ่งใหม่ในศาสนาที่สมบูรณ์แล้ว

อัลลอฮ์ตรัสว่า:

“วันนี้เราได้ทำศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์ให้แล้ว ขณะเดียวกันเราได้ให้ความโปรดปรานแก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน และเราพึงพอใจที่จะให้ ‘อิสลาม’ เป็นศาสนาของพวกเจ้า”

(อัลมาอิดะฮ์ : 3)

อีกตอนหนึ่งว่า:

“มุฮัมมัดมิใช่บิดาของผู้ชายคนใดในหมู่พวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ และเป็นศาสดาท่านสุดท้าย”

(อัลอะหฺซาบ : 40)

ผลงานอันยิ่งใหญ่ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ได้ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับมนุษยชาติ โดยมีผลงานเด่นชัดดังนี้:

1. ทำลายการบูชารูปเคารพจากรากฐาน

ท่านได้ขุดรากถอนโคนความเชื่อผิด ๆ เรื่องการกราบไหว้รูปเคารพ และปลูกฝังความศรัทธาต่อ อัลลอฮ์องค์เดียว และ การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ แทน

2. กำจัดความป่าเถื่อนยุคญาฮิลียะฮ์

ท่านได้ลบล้างประเพณีหยาบช้า ความป่าเถื่อน ความไร้ศีลธรรม และแทนที่ด้วย
คุณธรรม, จริยธรรม, ความสงบสำรวม และความสุภาพงดงาม

3. ปฏิวัติจิตใจ—สติปัญญา—อุปนิสัยของสังคม

ท่านได้ทำการปฏิวัติครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลงความคิด จิตวิญญาณ และอุปนิสัยของผู้คน ให้กลายเป็นสังคมที่มีความดีงามเป็นศูนย์กลาง

4. รวมชาวอาหรับและชาวที่ไม่ใช่อาหรับ

ภายใต้ธงของอัลกุรอาน ท่านได้รวมชนทุกเผ่าพันธุ์ ทั้งอาหรับและไม่ใช่อาหรับ ให้เป็น ประชาชาติเดียวกันของอิสลาม เชื่อมโยงพวกเขาด้วยสายสัมพันธ์แห่ง ภราดรภาพ

5. การศรัทธาต่อวันปรโลก (วันอาคิเราะฮ์)

การศรัทธาต่อวันปรโลก

การศรัทธาต่อวันปรโลก เป็นข้อที่ห้าในห่วงโซ่ของอีมาน (อีมาน 6 ประการ)

หลังจากการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ อัลกุรอานได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ เพราะ:

  • การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ บ่งบอกถึง แหล่งกำเนิดของการมีอยู่
  • การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ บ่งบอกถึง ผลลัพธ์ปลายทางของชีวิต

มนุษย์จะกำหนดเป้าหมายและทิศทางชีวิตของตนได้ ก็ด้วยแสงแห่งความเชื่อในวันอาคิเราะฮ์ หากไม่มีอีมานในวันหลังแล้ว มนุษย์จะกลายเป็นผู้ไร้เป้าหมาย และขาดคุณธรรมอันสูงส่ง

อัลลอฮ์ไม่ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างไร้ความหมาย

อัลลอฮ์ได้ยกมนุษย์ให้สูงกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงบนแผ่นดินและท้องฟ้า และมอบให้เป็น คอลีฟะฮ์ (ตัวแทนของพระองค์) มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยปราศจากจุดหมาย

พระองค์ได้บอกอย่างชัดเจนว่า หลังจากโลกชั่วคราวนี้ ยังมีโลกอันดำรงถาวร และมนุษย์ทุกคนจะถูกนำกลับไปยังที่นั่น เพื่อรับผลตอบแทนและบทลงโทษอย่างเที่ยงธรรม

อัลกุรอานระบุว่า:

“พวกเจ้าคิดหรือว่า เราสร้างพวกเจ้าอย่างไร้ความหมาย? และพวกเจ้าจะไม่ถูกนำกลับมาหาเรากระนั้นหรือ?”

(อัลมุอ์มินูน : 115)

บรรดาศาสดาทุกท่าน และคัมภีร์สวรรค์ทุกเล่ม ล้วนเห็นพ้องในข้อความนี้


สัญลักษณ์และเหตุการณ์ก่อนวันกิยามะฮ์

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้แน่นอนว่าวันกิยามะฮ์จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่มี “สัญลักษณ์” ทั้งเล็กและใหญ่ที่บ่งบอกว่ามันใกล้เข้ามาแล้ว

ต่อไปนี้คือสัญลักษณ์สำคัญบางประการ:

สัญลักษณ์เล็ก

1. การมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นศาสดาท่านสุดท้าย

ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

بُعِثْتُ أَنا وَالسَّاعَةُ كَهَاتَيْنِ
“ฉันกับวันกิยามะฮ์ ถูกส่งมาใกล้กันมากเหมือนสองข้อนิ้วนี้”
(บันทึกโดยบุคอรี)

หมายความว่า หลังจากท่านศาสดา จะไม่มีศาสดาคนใหม่เข้ามาอีก และยุคของท่านคือช่วงใกล้วันสิ้นโลกที่สุดแล้ว


2. แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
3. การเดินทางระยะไกลจะใช้เวลาสั้นลง

(สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีการเดินทาง)

4. ผู้คนแข่งขันกันสร้างตึกสูง

(ตามหะดีษในเศาะฮีฮ์มุสลิม)


สัญลักษณ์ใหญ่

1. ดวงอาทิตย์ขึ้นจากทิศตะวันตก

ก่อนกิยามะฮ์ แบบแผนของจักรวาลจะเปลี่ยนไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ จนดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันตก

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า:

لَا تَقُومُ السَّاعَةُ حَتَّى تَطْلُعَ الشَّمْسُ مِنْ مَغْرِبِهَا
“วันกิยามะฮ์จะไม่อุบัติขึ้น จนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันตก”
(บันทึกโดยอบูดาวูด)


2. การปรากฏตัวของสัตว์พูดได้ (ดับบะตุลอัรฎ์)

สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งจะออกมาพูดคุยกับมนุษย์
แต่ ลักษณะ รูปร่าง วิธีพูด ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เป็นเรื่องเร้นลับ (ฆ็อยบ์) จึงไม่ควรกล่าวคาดเดามากไปกว่าที่อัลกุรอานระบุไว้

เสร็จสิ้นบทเรียนนี้แล้ว?

กลับไปดูบทเรียนทั้งหมดและเลือกบทถัดไปที่สนใจ