
สารบัญ
- อัลกุรอานได้ตรัสว่า:
- ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้กล่าวว่า:
- ความหมายและหลักการของการถือศีลอด
- คุณประโยชน์ของการถือศีลอด
- การยืนยันเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ
- ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
- การยืนยันด้วยพยาน
- มัซฮับชาฟิอี
- เงื่อนไขที่ทำให้การถือศีลอดเป็นวาญิบ (บังคับ)
- กรณีเพิ่มเติม
- เงื่อนไขที่ทำให้การถือศีลอดใช้ได้ถูกต้อง
- รุก่น (องค์ประกอบสำคัญ) ของการถือศีลอด
- 1. การตั้งเจตนา (เหนียต)
- 2. อดกลั้นไม่กระทำสิ่งที่จะทำให้เสียการถือศีลอด
- สิ่งที่ทำให้ศีลอดเสีย
- สิ่งที่ไม่พึงกระทำ (มักรูห์) สำหรับผู้ถือศีลอด
- 1) ทะเลาะและด่าทอกับผู้อื่น
- 2) หน่วงเวลาละศีลอด (อิฟตาร์) หลังจากแน่ใจแล้วว่าดวงอาทิตย์ตก
- 3) เคี้ยวหมากฝรั่งหรือสิ่งคล้ายกัน
- 4) ชิมอาหารโดยไม่กลืน
- 5) การทำฮะจามะฮ์ (ครอบแก้ว/กรอกเลือด)
- 6) จูบโดยไม่กระตุ้นอารมณ์
- 7) กอดกัน
- 8) เข้าห้องอบไอน้ำ / ซาวน่า /
- 9) ใช้มิสวาก (ไม้สีฟัน) หลังเที่ยงวัน
- 10) มองสิ่งยั่วยวนหรือสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินทางอารมณ์
- 11) ดมกลิ่นหอมแรง ๆ
- เหตุอันชอบธรรมที่ทำให้ “ไม่ต้องถือศีลอด” ได้
- หลักฐานจากอัลกุรอาน
- การชดใช้โทษ (กัฟฟาเราะฮ์) สำหรับการทำให้ศีลอดเสีย
- วิธีทำกัฟฟาเราะฮ์ (เรียงตามลำดับ)
- หะดีษจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ (ร.ฎ.)
- ซุนนะฮ์ (แบบอย่างที่ควรปฏิบัติ) ในการถือศีลอด
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นข้อบังคับ (ฟัรฎู) ตามหลักฐานจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และมติเอกฉันท์ของประชาชาติอิสลาม (อิจมาอ์)
ผู้ใดปฏิเสธข้อบังคับนี้ ผู้นั้นไม่ถือว่าเป็นมุสลิม
อัลกุรอานได้ตรัสว่า:
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่ชนรุ่นก่อนหน้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง”
(อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:183)
ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้กล่าวว่า:
“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย เดือนอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยความจำเริญได้มาถึงพวกท่านแล้ว เป็นเดือนที่มีคืนหนึ่งซึ่งประเสริฐยิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้การถือศีลอดในเดือนนี้เป็นฟัรฎู และทรงกำหนดให้การละหมาดกลางคืนเป็นอิบาดะฮ์ซุนนะฮ์”
ความหมายและหลักการของการถือศีลอด
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของอิสลาม
เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณ (ซุบฮ์) จนถึงดวงอาทิตย์ตก
ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นต้องงดเว้นจาก:
- การกิน
- การดื่ม
- การมีความสัมพันธ์ทางเพศ
ข้อบังคับเรื่องการถือศีลอดถูกกำหนดขึ้นในปีที่สองหลังการฮิจเราะฮ์
คุณประโยชน์ของการถือศีลอด
การถือศีลอดมีประโยชน์มากมาย
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความสมดุลของมนุษย์
เนื่องจากอัลลอฮ์ทรงสร้างมนุษย์ให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง
- มะลาอิกะฮ์ (เทวทูต) ซึ่งเป็นตัวแทนด้านจิตวิญญาณ
- สัตว์ ซึ่งเป็นตัวแทนด้านวัตถุและกิเลส
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากทั้งจิตวิญญาณและร่างกายรวมกัน
ดังนั้น การถือศีลอดจึงช่วยไม่ให้ร่างกายครอบงำจิตวิญญาณ และช่วยสร้างความสมดุลระหว่างทั้งสองส่วน
การยืนยันเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จะเริ่มต้นเมื่อ
- เดือนชะอ์บานครบสามสิบวันแล้ว หรือ
- เห็นดวงจันทร์เสี้ยวของเดือนรอมฎอน
โดยปกติแล้ว ต้องเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ใช่ด้วยกล้องโทรทรรศน์หรือเครื่องมืออื่น
ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้กล่าวว่า:
“เมื่อพวกท่านเห็นดวงจันทร์เสี้ยว ก็จงถือศีลอด
และเมื่อพวกท่านเห็น (ดวงจันทร์เสี้ยวของเชาวาล) ก็จงเลิกถือศีลอด
หากท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม ก็จงนับเดือนชะอ์บานให้ครบสามสิบวัน”
(บันทึกโดยบุคอรี)
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้สามารถรู้ตำแหน่งของดวงจันทร์ล่วงหน้าได้
สามารถทราบได้ว่า ดวงจันทร์จะขึ้นคืนไหน ประเทศใด และทิศทางใด
แต่ถึงอย่างนั้น ศาสนาอิสลามก็ไม่ได้ให้ยึดการคำนวณเพียงอย่างเดียว
อิสลามกำหนดให้ยืนยันรอมฎอนด้วยการเห็นดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า
อย่างไรก็ตาม สามารถใช้เครื่องมือสมัยใหม่ช่วยในการคาดการณ์ล่วงหน้าได้
เพื่อทราบล่วงหน้าว่า
- จะเกิดที่ใด
- ทิศทางใด
- คืนใด
แล้วจึงออกไปสังเกตด้วยตาเปล่าในสถานที่นั้น
การยืนยันด้วยพยาน
การเห็นดวงจันทร์สามารถยืนยันได้ด้วยคำให้การของพยาน
ท่านติรมิซีย์รายงานว่า:
“มีชายอาหรับคนหนึ่งมาเป็นพยานต่อหน้าท่านรอซูล ﷺ ว่าเขาเห็นดวงจันทร์เสี้ยว
ท่านรอซูลจึงสั่งให้ประชาชนเริ่มถือศีลอด”
มัซฮับชาฟิอี
หากมีการยืนยันการเห็นดวงจันทร์เสี้ยวในประเทศหนึ่งแล้ว คำตัดสินจะใช้กับพื้นที่โดยรอบที่อยู่ไม่เกิน 144 กิโลเมตร
แต่หากไกลกว่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่สามารถย่อการละหมาดได้ หรือมากกว่านั้น จะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามประเทศนั้นในเรื่องการถือศีลอดและการฉลองวันอีด
ตัวอย่างเช่น หากเห็นดวงจันทร์เสี้ยวในลิเบียหรือในตูนิเซีย มุสลิมที่อยู่ในตุรกีไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ตาม หากในประเทศหนึ่งมีการยืนยันการเห็นดวงจันทร์เสี้ยว และผู้ปกครองประเทศนั้นออกคำสั่งให้ถือศีลอดหรือฉลองวันอีดแล้ว ทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองนั้น รวมถึงผู้ที่อยู่ในมัซฮับชาฟิอีด้วย จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ปกครอง
แต่ผู้ที่อยู่ในมัซฮับชาฟิอีและไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามประเทศนั้น
ขอเน้นว่า เรื่องที่เป็นอิจติฮาด ไม่เหมาะสมที่มุสลิมจะโต้เถียงกัน
สิ่งที่ไม่อนุญาตในมัซฮับหนึ่ง อาจอนุญาตในอีกมัซฮับหนึ่งได้ และเนื่องจากทั้งสี่มัซฮับล้วนถูกต้อง การยึดติดแบบสุดโต่งจึงไม่ถูกต้อง
ดังนั้น การกล่าวหากันในเรื่องฮิลาลและวันอีดว่าใครผิดศรัทธา จึงไม่มีความหมาย
เมื่อเราถือศีลอดโดยอาศัยคำให้การของพยานที่ยุติธรรมแล้ว หากนับครบ 30 วัน แม้จะไม่เห็นดวงจันทร์ ก็สามารถฉลองวันอีดได้
ด้วยเหตุนี้ ในคืนวันที่ 29 ของเดือนชะอ์บาน หลังดวงอาทิตย์ตก ต้องออกไปสังเกตดวงจันทร์
หากเห็น ก็ถือศีลอดในวันถัดไป
ถ้าไม่เห็น ก็ให้ครบ 30 วัน แล้วจึงถือศีลอด
ในคืนวันที่ 29 ของเดือนรอมฎอน หลังดวงอาทิตย์ตก ต้องออกไปสังเกตดวงจันทร์ของเดือนเชาวาล
หากเห็น ก็เป็นวันอีด
ถ้าไม่เห็น ก็ให้นับครบ 30 วัน แล้วจึงฉลองอีด
ถ้าเห็นดวงจันทร์ในที่ใด ที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 144 กิโลเมตร ต้องปฏิบัติตาม
พื้นที่อื่นไม่จำเป็นต้องตาม
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่เห็นดวงจันทร์ หากเดินทางไปยังพื้นที่ที่ไม่เห็น ก็ยังคงต้องถือศีลอดตามเดิม
ในทางกลับกัน หากคนหนึ่งฉลองอีดแล้ว แล้วเดินทางไปยังพื้นที่ที่ยังไม่ฉลอง เขาต้องปฏิบัติตามเวลาของพื้นที่นั้น เช่นเดียวกับคนในพื้นที่นั้น
เงื่อนไขที่ทำให้การถือศีลอดเป็นวาญิบ (บังคับ)
การถือศีลอดจะเป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) เมื่อมีเงื่อนไข 7 ประการ ดังนี้
1) ต้องเป็นมุสลิม
ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม การถือศีลอดไม่เป็นวาญิบสำหรับเขา
แต่ผู้ที่ละทิ้งศาสนาอิสลาม (มุรตัด) แม้จะเป็นผู้ปฏิเสธในขณะนั้น ก็ยังมีหน้าที่ต้องชดใช้ (กอฎออ์) เมื่อเขากลับเข้าสู่อิสลาม
2) บรรลุนิติภาวะ
เด็กและวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นวาญิบต้องถือศีลอด
แต่ผู้ปกครองควรฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการถือศีลอด
3) มีสติสัมปชัญญะ
คนบ้า หมดสติ หรือมึนเมา ไม่เป็นวาญิบต้องถือศีลอด
ผู้ที่หมดสติ หากได้สติกลับมาแม้เพียงชั่วขณะ และได้ตั้งเจตนาไว้ในตอนกลางคืน การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้
แต่ผู้ที่มึนเมา หมดสติ หรือวิกลจริตเพราะการละทิ้งศาสนา เมื่อหายแล้ว ต้องชดใช้ (กอฎออ์)
4) มีความสามารถถือศีลอดได้
ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ ไม่เป็นวาญิบ
แต่ต้องจ่ายฟิดยะฮ์ (ค่าชดเชย)
โดยในแต่ละวัน ต้องให้อาหารแก่คนยากจนจำนวนหนึ่งมุด (ประมาณหนึ่งกำมือใหญ่) จากอาหารหลักของท้องถิ่น
5) สะอาดจากประจำเดือนและเลือดหลังคลอด
หญิงที่มีประจำเดือน (ฮัยฎ์) หรือมีเลือดหลังคลอด (นิฟาส) ไม่ต้องถือศีลอดในช่วงนั้น
แต่ต้องชดใช้ภายหลังตามจำนวนวันที่ขาดไป
6) มีสุขภาพดี
ผู้ป่วยไม่เป็นวาญิบต้องถือศีลอด
7) พำนักอยู่กับที่ (ไม่ใช่ผู้เดินทาง)
ผู้ป่วยและผู้เดินทางไกลประมาณ 144 กิโลเมตรขึ้นไป ไม่เป็นวาญิบต้องถือศีลอด
เมื่อผู้ป่วยหาย หรือผู้เดินทางกลับถึงถิ่นพำนักแล้ว ต้องชดใช้วันต่อวัน
ทั้งผู้ป่วยและผู้เดินทาง แม้จะตั้งใจถือศีลอด ก็สามารถยกเลิกได้
กรณีเพิ่มเติม
- หากเยาวชนตั้งใจถือศีลอด แล้วบรรลุนิติภาวะในเวลากลางวัน ต้องถือศีลอดให้ครบวันนั้น
- หากยังไม่ได้ตั้งใจถือศีลอด แล้วบรรลุนิติภาวะในเวลากลางวัน ต้องงดเว้นต่อ (อิมซาก) และชดใช้ภายหลัง
- หากตั้งใจถือศีลอดแล้วหลับตลอดทั้งวัน การถือศีลอดใช้ได้
- แต่ถ้าหมดสติทั้งวัน การถือศีลอดไม่ใช้ได้
- หากได้สติแม้เพียงชั่วขณะหนึ่งในเวลากลางวัน การถือศีลอดใช้ได้
- หากมีสติสมบูรณ์ตอนตั้งเจตนา แต่ระหว่างวันเกิดวิกลจริตแม้เพียงเล็กน้อย การถือศีลอดถือว่าเสีย
เงื่อนไขที่ทำให้การถือศีลอดใช้ได้ถูกต้อง
การถือศีลอดจะถูกต้องสมบูรณ์ เมื่อมีเงื่อนไข 4 ประการ คือ
1) เวลาเหมาะสมสำหรับการถือศีลอด
ต้องเป็นช่วงเวลาที่อนุญาตให้ถือศีลอดได้
ไม่อนุญาตให้ถือศีลอดในวันต่อไปนี้:
- วันอีดิ้ลฟิตริ์
- วันอีดิ้ลอัดฮา
- สามวันหลังอีดอัฎฮา (การถือศีลอดในวันตัชรีกทั้งสาม)
- การถือศีลอดในวันที่สงสัย
ดังนั้น การถือศีลอดในวันเหล่านี้ถือว่าไม่ถูกต้อง
วันที่สงสัย คือ วันที่ 30 ของเดือนชะอ์บาน ซึ่งมีข่าวแพร่สะพัดว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์ ในวันที่ 29 ค่ำลง แต่ไม่มีผู้ใดยืนยันการเห็น
อย่างไรก็ตาม
ผู้ที่ถือศีลอดซุนนะฮ์เป็นประจำก่อนวันที่ 15 ของเดือนชะอ์บาน
หรือผู้ที่ถือศีลอดเป็นประจำในวันจันทร์และพฤหัสบดี
สามารถถือศีลอดในวันวันที่สงสัยได้ และไม่ถือว่าผิด
2) ต้องเป็นมุสลิม
การถือศีลอดของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ไม่ถือว่าใช้ได้
3) ต้องมีความสามารถแยกแยะ (มุมัยยิซ)
คือ มีสติรู้ผิดชอบชั่วดี เข้าใจการกระทำของตน
เด็กเล็กที่ยังไม่รู้เรื่อง การถือศีลอดยังไม่สมบูรณ์
4) ต้องสะอาดจากประจำเดือนและเลือดหลังคลอด
หญิงที่มีประจำเดือนหรือเลือดหลังคลอด
การถือศีลอดไม่ถูกต้องในช่วงนั้น ต้องชดใช้ภายหลัง
รุก่น (องค์ประกอบสำคัญ) ของการถือศีลอด
การถือศีลอดมีข้อบังคับหลัก 2 ประการ คือ
1. การตั้งเจตนา (เหนียต)
คือ ตั้งเจตนาทำการถือศีลอดด้วยหัวใจ การใช้แต่ปากกล่าวถ้อยคำยังถือว่าใช้ไม่ได้ และไม่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้ปากกล่าวถ้อยคำที่จะใช้ตั้งเจตนา
หลักฐานที่ว่าการตั้งเจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ คือหะดีษที่ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
“แท้จริงการกระทำต่าง ๆ จะมีผลใช้ได้นั้นต้องมีการตั้งเจตนา”
รายงานโดยบุคอรี (1) และมุสลิม (1908)
ถ้าหากเป็นการตั้งเจตนาเพื่อการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จำต้องประกอบด้วยสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้
ความถูกต้องของการงานขึ้นอยู่กับเจตนา
ละหมาด ศีลอด และอิบาดะฮ์ทุกชนิด หากไม่มีเจตนา ถือว่าไม่ถูกต้อง
เจตนาเป็นเรื่องของหัวใจ หากกล่าวด้วยวาจาด้วยก็ยิ่งดี
เงื่อนไขของการตั้งเจตนา
1) ต้องมาจากหัวใจ
หากกล่าวด้วยปากอย่างเดียว แต่ใจไม่ตั้ง ถือว่าไม่ใช้ได้ หากทั้งใจและปากตั้งพร้อมกัน จะดีที่สุด
2) ต้องระบุเจาะจงให้แน่ชัด
โดยต้องระบุประเภทของการถือศีลอดให้ชัดเจน หากเป็นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เขาตั้งเจตนาว่า
“ข้าพเจ้าตั้งใจถือศีลอดในวันพรุ่งนี้เป็นฟัรฎูเดือนรอมฎอน”
หากเขาตั้งเจตนาว่าเป็นการถือศีลอดเฉย ๆ โดยไม่ระบุว่าเป็นการถือศีลอดเดือนรอมฎอน การตั้งเจตนาของเขาใช้ไม่ได้ เพราะหะดีษที่ว่า
“แท้จริงการกระทำต่าง ๆ จะมีผลใช้ได้นั้นต้องมีการตั้งเจตนา”
และ “แต่ละคนจะได้รับสิ่งที่ตนตั้งเจตนาไว้”
หมายความว่า การกระทำจะเป็นไปตามการตั้งเจตนาที่จะกระทำของเขา
3) ต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืน
คือต้องมีการตั้งเจตนาในเวลากลางคืนก่อนแสงอรุณขึ้น หากหากไม่ได้มีการตั้งเจตนาเอาไว้ในตอนกลางคืน เช่นมาตั้งเจตนาภายหลังแสงอรุณขึ้นแล้ว การตั้งเจตนานั้นใช้ไม่ได้ และเมื่อการตั้งเจตนาใช้ไม่ได้ การถือศีลอดก็ใช้ไม่ได้
หลักฐานในเรื่องดังกล่าวได้แก่หะดีษที่ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
“ผู้ใดไม่ได้ตั้งเจตนาทำการถือศีลอดเอาไว้ในเวลากลางคืน ก็ไม่มีการถือศีลอดสำหรับเขา”
รายงานโดยดารุกุฏนี (2/172) ดารุกุฏนีกล่าวว่า : ผู้รายงานระดับนี้เชื่อถือได้ และรายงานโดยบัยฮะกี (4/202)
4) ต้องตั้งเจตนาซ้ำ
หมายความว่าต้องมีการตั้งเจตนา (เนียต) ถือศีลอดทุกคืนก่อนแสงอรุณขึ้น สำหรับการถือศีลอดในวันถัดไป
การตั้งเจตนาเพียงครั้งเดียว จะใช้กับการถือศีลอดตลอดทั้งเดือนไม่ได้ เพราะการถือศีลอดเดือนรอมฎอนไม่ใช่อิบาดะฮ์เดียว แต่เป็นหลายอิบาดะฮ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดเดือน ซึ่งแต่ละอิบาดะฮ์ต้องมีการตั้งเจตนาที่เป็นอิสระต่อกัน (อนุญาตให้ตามมัซฮับ มาลิกี ได้ในเรื่องการเนียตถือศีลอดตลอดทั้งเดือน โดยเนียตในคืนแรกครั้งเดียว เพื่อป้องกันการลืมเนียตทุก ๆ คืน)
ส่วนการถือศีลอดที่เป็นสุนัตนั้น ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องตั้งเจตนา (เนียต) ในเวลากลางคืน และไม่มีเงื่อนไขว่าต้องระบุเจาะจง ดังนั้นการตั้งเจตนาก่อนตะวันคล้อยโดยที่เขายังไม่ได้กระทำใด ๆ ที่ทำให้เสียศีลอดเลยตั้งแต่แสงอรุณขึ้น หรือ ตั้งเจตนาถือศีลอดเฉย ๆ สำหรับการถือศีลอดที่เป็นสุนัต ถือว่ามีผลใช้ได้แล้ว
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่หะดีษของอาอิชะฮ์ (ร.ฎ.) ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวแก่เธอในวันหนึ่งว่า
“พวกท่านมีอาหารเช้าไหม?”
อาอิชะฮ์ตอบว่า : ไม่มี
ท่านกล่าวว่า : ถ้าเช่นนั้นฉันถือศีลอด
รายงานโดยดารุกุฏนี
5) ต้องแน่นอน ไม่ลังเล
หากกล่าวในคืนที่ 30 ของชะอ์บานว่า “ถ้าพรุ่งนี้เป็นรอมฎอน ฉันจะถือศีลอด” เจตนาแบบนี้ไม่ถูกต้อง
กรณีเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจตนา
- กินซะฮูรอย่างเดียวโดยไม่ตั้งใจศีลอด → ยังไม่ถือว่าตั้งเจตนา
- หากจำได้ว่ากินเพื่อถือรอมฎอน → ถือว่าตั้งเจตนา
- ศีลอดชดใช้ → ต้องตั้งเจตนาในกลางคืนเสมอ
- ทุกวันต้องตั้งเจตนาใหม่
- หากสงสัยกลางวันว่าตั้งเจตนาแล้วหรือไม่ → ชดใช้ภายหลัง
- หากสงสัยหลังมักริบ → ไม่ต้องทำอะไร
- หลังตั้งเจตนาแล้ว หากกินหรือมีสัมพันธ์ก่อนฟัจญัร → ไม่ทำให้เจตนาเสีย
ตัวอย่างการเหนียตสำหรับการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
“ข้าพเจ้าตั้งเจตนาถือศีลอดฟัรฎูของเดือนรอมฎอนปีนี้ เพื่ออัลลอฮ์”
การศีลอดซุนนะฮ์
ศีลอดซุนนะฮ์ สามารถตั้งเจตนาก่อนเที่ยงได้ หากยังไม่ได้ทำสิ่งที่ทำให้ศีลอดเสีย
กรณีคืนที่ 30
- คืนที่ 30 ของชะอ์บาน → เจตนาแบบ “ถ้าเป็นรอมฎอน” ไม่ถูกต้อง
- คืนที่ 30 ของรอมฎอน → เจตนาแบบเดียวกัน ใช้ได้
กรณีไม่รู้เดือน
ผู้ที่ถูกคุมขังหรือไม่รู้วันเดือน ให้พิจารณาเอง
- หากตรงรอมฎอน → ใช้ได้
- หากตรงหลังรอมฎอน → เป็นกอฎออ์
- หากตรงก่อนรอมฎอน → ต้องถือใหม่
กรณีสตรีมีประจำเดือน
หญิงที่มีประจำเดือน ตั้งเจตนาไว้ก่อน แล้วเลือดหยุดกลางคืน → เจตนาใช้ได้
2. อดกลั้นไม่กระทำสิ่งที่จะทำให้เสียการถือศีลอด
สิ่งที่ทำให้ศีลอดเสีย
สิ่งที่ทำให้ศีลอดเสียมี 8 ประการ ดังนี้
1) การกินการดื่ม หรือ มีวัตถุเข้าไปถึงภายในในทางทางการที่เปิด
เมื่อเกิดจากเจตนา ไม่ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มจะเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม หากเขากินและดื่มโดยลืมไปว่าตนเองถือศีลอด ไม่ว่าจะกินและดื่มมากขนาดไหนก็ตาม การถือศีลอดของเขาไม่เสีย
หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่หะดีษอบูฮุร็อยเราะฮ์ (ร.ฎ.) ว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า
“ผู้ใดลืมขณะถือศีลอด และเขาได้กินหรือดื่ม ให้เขาจงถือศีลอดให้ตลอดต่อไป แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ให้อาหารและน้ำดื่มแก่เขา”
รายงานโดยมุสลิม (1155) และบุคอรี (1831)
การนำสิ่งใด ๆ เข้าไปภายในร่างกาย ผ่านทางจมูก ปาก หู ช่องหน้า ช่องหลัง หรือผ่านบาดแผลที่ทะลุถึงกระเพาะ ลำคอ สมอง หรือกระเพาะปัสสาวะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม หากมี “วัตถุ” ใด ๆ เข้าไปภายใน ย่อมทำให้ศีลอดเสีย
อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ เช่น ลม หรือกลิ่น
หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น แมลง ยุง ฝุ่นละออง
แม้เข้าปาก ก็ไม่ทำให้ศีลอดเสีย
นอกจากนี้
ยาที่ใส่ลงบาดแผล
น้ำที่ซึมเข้าทางรูขุมขน
ไม่ทำให้ศีลอดเสีย
การฉีดยาเข้ากล้ามหรือเส้นเลือด ไม่ทำให้ศีลอดเสีย
น้ำมันที่ทาผิว
ยาหยอดตา
หรือสุรมาที่ทาตา
แม้รู้สึกถึงรสในลำคอ ก็ไม่ทำให้ศีลอดเสีย
เรื่องอะซาน
ไม่ควรยึดถือเสียงอะซานของมุอัซซินทุกกรณี เพราะมุอัซซินอาจเรียกก่อนฟัจญัร หรือหลังฟัจญัรก็ได้ ดังนั้น เกณฑ์คือ “ฟัจญัรจริง” ไม่ใช่เสียงมุอัซซิน อย่างไรก็ตาม หากมุอัซซินเป็นผู้เชี่ยวชาญและยุติธรรม ก็สามารถเชื่อถือได้ หรือหากปฏิทินมีการคำนวณแม่นยำ ก็สามารถยึดถือได้
การสวนทวาร / ยาเหน็บ
การสวนทวารหรือยาเหน็บทางด้านหน้า หรือด้านหลัง
เนื่องจากเข้าสู่ช่องภายใน จึงทำให้ศีลอดเสีย
เสมหะ
หากเสมหะออกเกินตำแหน่งตัวอักษร “ฮา” (คือพ้นเขตภายในลำคอ)
แล้วกลืนกลับเข้าไป ศีลอดเสีย
แต่หากไม่มีโอกาสคายแล้วกลืนกลับทันที ไม่ทำให้เสีย
หากเสมหะเลยออกมาถึงขอบปากแล้วกลืน → เสีย
แต่หากยังไม่ออกมา หรือกลืนทันทีโดยไม่มีโอกาสคาย → ไม่เสีย
การบ้วนปากตอนอาบน้ำละหมาด
ขณะอาบน้ำละหมาด หากบ้วนปากและสูดน้ำเข้าจมูกโดยไม่เกินขอบเขต ศีลอดไม่เสีย แต่หากทำเกินขอบเขต แล้วน้ำไหลเข้าคอ ศีลอดเสีย
หากอาบน้ำญะนาบะฮ์ (อาบน้ำชำระหลังมีญะนาบะฮ์) แล้วดำน้ำ
น้ำเข้าปากหรือหูโดยไม่ตั้งใจ ศีลอดไม่เสีย
หากใส่สิ่งใดเข้าไปในหูด้านใน ศีลอดเสีย
เพราะภายในหูถือเป็นช่องเข้าสู่ภายในร่างกายตามบทบัญญัติ
ควันบุหรี่
ควันบุหรี่เป็นวัตถุ → ทำให้ศีลอดเสีย
แต่กลิ่นทั่วไป → ไม่เสีย
เศษอาหารในฟัน
ถ้าสามารถเอาออกได้ แต่ไม่เอาออกแล้วกลืน → เสีย
ถ้าเอาออกไม่ได้ → ไม่เสีย
หากผู้ใดล้างไม้สีฟัน (มิสวาก) ให้เปียก แล้วแปรงฟันด้วยมิสวากนั้น และกลืนน้ำความชื้นเข้าไป ศีลอดของเขาจะเสีย
ผู้ที่มีปากเปื้อนเลือดหรืออาเจียน หากไม่ล้างปากให้สะอาด แล้วกลืนน้ำลายเข้าไป ศีลอดก็จะเสียเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ถือศีลอด เมื่อปากเปื้อนสิ่งสกปรก ควรรีบล้างปากทันทีโดยไม่ชักช้า
ผู้ที่ปรุงอาหาร หากชิมรสเพื่อดูความเค็ม โดยไม่กลืนลงไป ศีลอดไม่เสีย
หากผู้ใดเอาศีรษะจุ่มน้ำเพื่อคลายร้อน แล้วมีน้ำไหลเข้าคอโดยไม่ตั้งใจ ศีลอดจะเสีย
หากผู้ใดใส่สิ่งของเข้าไปในช่องหูด้านใน ศีลอดจะเสีย
เพราะภายในหูถือว่าเป็นทางเชื่อมไปสู่ภายในร่างกายตามบทบัญญัติ
2) อาเจียนโดยเจตนา
หากอาเจียนเองโดยตั้งใจ → ศีลอดเสีย ต้องชดใช้
หากอาเจียนโดยไม่ตั้งใจ → ไม่เสีย
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
“ผู้ใดอาเจียนโดยไม่ตั้งใจ ไม่ต้องชดใช้
แต่ผู้ใดทำให้อาเจียน ต้องชดใช้ 1 วัน”
3) มีเพศสัมพันธ์โดยเจตนา
หากมีเพศสัมพันธ์ในเวลากลางวันของรอมฎอน
ศีลอดเสีย และต้องชดใช้ พร้อมกัฟฟาเราะฮ์ (โทษชดใช้หนัก)
รายละเอียดกัฟฟาเราะฮ์จะกล่าวภายหลัง
4) การหลั่งน้ำอสุจิโดยเจตนา
ไม่ว่าจะด้วยตนเอง หรือคู่สมรส หากหลั่งด้วยความต้องการ → ศีลอดเสีย
แต่หากไม่ตั้งใจ → ไม่เสีย
5) หมดสติทั้งวัน / เมาสุรา / วิกลจริต
ถ้าหมดสติทั้งวัน → เสีย
แต่ถ้านอนหลับทั้งวัน → ไม่เสีย
6) มีประจำเดือนหรือเลือดหลังคลอด
หากเกิดในช่วงใดของวัน → ศีลอดเสีย
7) คลอดบุตร หรือแท้ง แม้ไม่มีเลือด
ศีลอดเสีย
8) การออกจากศาสนา
หากกระทำการหรือกล่าวคำที่ทำให้ตกศาสนา → ศีลอดเสีย
กรณีที่ไม่ทำให้เสีย
- กินโดยลืม → ไม่เสีย
- ถูกบังคับ → ไม่เสีย
- มีเพศสัมพันธ์โดยลืม → ไม่เสีย
กรณีประเมินเวลาเองผิด
หากไม่มีนาฬิกา หรือท้องฟ้ามืดครึ้ม
แล้วใช้ดุลพินิจเปิดศีลอด หรือกินซะฮูร
ถ้าภายหลังพบว่าคิดผิด → ศีลอดเสีย ต้องชดใช้
✅ สิ่งที่ทำให้ศีลอด “เสีย”
| ลำดับ | กรณี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1 | กิน / ดื่ม โดยเจตนา | ต้องชดใช้ (กอฎออ์) |
| 2 | สิ่งของเข้าทางปาก จมูก หู ทวาร | เช่น ยาเหน็บ สวนทวาร |
| 3 | สูบบุหรี่ / สูดควันบุหรี่ | ถือเป็นวัตถุ |
| 4 | อาเจียนโดยตั้งใจ | ต้องกอฎออ์ |
| 5 | มีเพศสัมพันธ์ตอนกลางวัน | ต้องกอฎออ์ + กัฟฟาเราะฮ์ |
| 6 | หลั่งน้ำอสุจิโดยเจตนา | เช่น สำเร็จความใคร่ |
| 7 | มีประจำเดือน / เลือดหลังคลอด | ศีลอดเสียทันที |
| 8 | คลอดบุตร / แท้ง | แม้ไม่มีเลือด |
| 9 | หมดสติทั้งวัน | ศีลอดไม่ใช้ได้ |
| 10 | ออกจากศาสนา | ศีลอดเสีย |
❌ สิ่งที่ “ไม่ทำให้เสียศีลอด”
| ลำดับ | กรณี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1 | กิน / ดื่มโดยลืม | ไม่เสีย |
| 2 | อาเจียนเองโดยไม่ตั้งใจ | ไม่เสีย |
| 3 | ฉีดยาเข้ากล้าม / เส้นเลือด | ไม่ใช่อาหาร |
| 4 | ยาหยอดตา / ยาทาผิว | แม้รู้รส |
| 5 | ฝุ่น แมลง เข้าปากโดยไม่ตั้งใจ | เลี่ยงไม่ได้ |
| 6 | นอนทั้งวัน | ถ้ามีเจตนาแล้ว |
| 7 | เสมหะที่ยังไม่ถึงปาก | ไม่เสีย |
| 8 | บ้วนปากปกติ (ไม่เกิน) | ตอนวุฎู |
| 9 | กลิ่น / ลม | ไม่ใช่วัตถุ |
| 10 | ถูกบังคับให้กิน | ไม่เสีย |
⚠️ กรณีพิเศษ (ต้องระวัง)
| กรณี | ผล |
|---|---|
| กินก่อนฟัจญัรโดยไม่ตรวจ | เสีย + กอฎออ์ |
| กินคิดว่ามักริบแล้ว | เสีย + กอฎออ์ |
| มีอาหารในปากตอนฟัจญัร แล้วคายทันที | ไม่เสีย |
| กลืนเศษอาหารที่เอาออกได้ | เสีย |
| กลืนเศษอาหารที่เอาออกไม่ได้ | ไม่เสีย |
| ประเมินเวลาเองผิด | เสีย + กอฎออ์ |
สิ่งที่ไม่พึงกระทำ (มักรูห์) สำหรับผู้ถือศีลอด
สำหรับผู้ที่ถือศีลอด การกระทำต่อไปนี้ถือว่า “มักรูห์” (ไม่ควรทำ แม้ไม่ทำให้ศีลอดเสีย
1) ทะเลาะและด่าทอกับผู้อื่น
2) หน่วงเวลาละศีลอด (อิฟตาร์) หลังจากแน่ใจแล้วว่าดวงอาทิตย์ตก
3) เคี้ยวหมากฝรั่งหรือสิ่งคล้ายกัน
โดยเฉพาะหมากฝรั่งที่มีน้ำตาล
หากเคี้ยวในขณะถือศีลอด → ศีลอดเสีย ไม่ใช่แค่มักรูห์
แต่ถ้าเคี้ยวหมากฝรั่งตอนกลางคืน จนน้ำตาลหมดแล้ว
แล้วเอามาเคี้ยวตอนกลางวัน → แค่มักรูห์
4) ชิมอาหารโดยไม่กลืน
5) การทำฮะจามะฮ์ (ครอบแก้ว/กรอกเลือด)
6) จูบโดยไม่กระตุ้นอารมณ์
หากจูบแล้วกระตุ้นอารมณ์ → หะรอม
ดังนั้น แม้จูบลูกของตนเอง ก็ยังถือว่ามักรูห์
7) กอดกัน
8) เข้าห้องอบไอน้ำ / ซาวน่า /
9) ใช้มิสวาก (ไม้สีฟัน) หลังเที่ยงวัน
10) มองสิ่งยั่วยวนหรือสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินทางอารมณ์
11) ดมกลิ่นหอมแรง ๆ
เหตุอันชอบธรรมที่ทำให้ “ไม่ต้องถือศีลอด” ได้
สาเหตุที่อนุญาตให้ไม่ถือศีลอด มีดังต่อไปนี้:
1) การเดินทาง
ในเดือนรอมฎอน หากผู้ใดเดินทางไกลอย่างน้อย 144 กิโลเมตร
(แม้จะเดินทางด้วยพาหนะที่รวดเร็ว เช่น เครื่องบิน และใช้เวลาไม่นานก็ตาม)
ผู้นั้นสามารถไม่ถือศีลอดได้
แต่มีเงื่อนไขว่า:
- หากตั้งเจตนาถือศีลอดแล้ว และออกเดินทางในเวลากลางวัน → ศีลอดยังใช้ได้
- หรือหากตั้งเจตนาถือศีลอดระหว่างเดินทาง และกลับถึงบ้านในเวลากลางวัน → ศีลอดไม่เสีย
หลักการทั่วไป
ศาสนาอิสลามไม่ได้บังคับให้ คนป่วยและคนเดินทาง ถือศีลอด หากมีความลำบาก
ตราบใดที่เหตุจำเป็นยังคงอยู่
การผ่อนผันทางศาสนาก็ยังคงอยู่
บุคคลประเภทนี้
เมื่อเหตุจำเป็นหมดไปแล้ว
แม้จะผ่านไป 1 ปี หรือหลายปี
ก็ต้องนับจำนวนวันที่ไม่ได้ถือศีลอด และชดใช้ (กอฎออ์) ภายหลัง
หลักฐานจากอัลกุรอาน
อัลลอฮ์ตรัสว่า:
“ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าป่วยหรือเดินทาง
ก็ให้ชดใช้ตามจำนวนวันที่ขาดไป”
(ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:194)
2) ความเจ็บป่วย
หากบุคคลหนึ่งเกรงว่า
- ชีวิตของตนอาจตกอยู่ในอันตราย
- โรคจะกำเริบหนักขึ้น
- หรืออาการป่วยจะยืดเยื้อยาวนานขึ้น
เขาสามารถไม่ถือศีลอดได้
แต่ความกังวลนั้นต้องอ้างอิงจาก
- ประสบการณ์ของตนเอง
หรือ - คำวินิจฉัยของแพทย์มุสลิมที่มีความยุติธรรมและเชี่ยวชาญ
ผู้ที่เป็นนักเดินทาง หรือผู้ป่วย
หากหลังจากเดือนรอมฎอนแล้ว กลับมาอยู่ประจำถิ่น (มุกีม)
หรือหายป่วยแล้ว
ต้องชดใช้ (กอฎออ์) วันศีลอดที่ขาดไป
หลักฐานจากอัลกุรอาน
อัลลอฮ์ตรัสว่า:
“ผู้ใดป่วย หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง
ก็ให้ชดใช้ตามจำนวนวันที่ไม่ได้ถือศีลอด
ในวันอื่น ๆ”
(อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:185)
กรณีบนบาน (นะซัร)
หากบุคคลหนึ่งบนบานว่าจะถือศีลอดในเดือนหนึ่งโดยเฉพาะ
แล้วในเดือนนั้นต้องเดินทาง
เขาสามารถเลื่อนศีลอดนั้นออกไปถือในเวลาอื่นได้
เช่นเดียวกับกรณีของรอมฎอน
ผู้ที่กำลังเดินทาง สามารถตั้งเจตนาถือศีลอดก่อน
แล้วหากภายหลังต้องการ ก็สามารถยกเลิกศีลอดได้
หากความเจ็บป่วยเป็นต่อเนื่อง
ไม่จำเป็นต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืน
แต่หากโรคเป็น ๆ หาย ๆ
ต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืน
และถ้าระหว่างวันเกิดอาการป่วยขึ้น
สามารถยกเลิกศีลอดได้
และจะไม่ถือว่ามีบาป
หากบุคคลตั้งเจตนาถือศีลอดในเวลากลางคืน แล้วเกิดเจ็บป่วยกะทันหันในเวลากลางวัน สามารถยกเลิกศีลอดได้
แต่ถ้าอยู่ประจำถิ่น (ไม่เดินทาง) ตั้งเจตนาแล้ว แล้วออกเดินทางในเวลากลางวัน จะไม่สามารถยกเลิกศีลอดในวันนั้นได้
3) การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
ในเดือนรอมฎอน หากหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
เกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อตนเองหรือบุตร
สามารถไม่ถือศีลอด และเลื่อนไปถือภายหลัง (กอฎออ์)
แต่ถ้าไม่ถือศีลอด “เพราะลูก”
หญิงผู้นั้นต้อง
✅ ชดใช้ (กอฎออ์)
✅ และจ่ายฟิดยะฮ์ (การเลี้ยงอาหารคนยากจน)
4) ชราภาพ
ผู้ที่อายุมากจนไม่มีความสามารถถือศีลอดได้
ไม่ถูกบังคับให้ถือศีลอด
แต่ต้องจ่าย “ฟิดยะฮ์” วันละหนึ่งส่วนอาหาร (ต่อ 1 วัน)
ผู้ที่อยู่ในสภาพปฏิเสธศรัทธา (กุฟรฺ)
หรือยังเป็นเด็ก
หรือเป็นคนวิกลจริต
ไม่ต้องชดใช้วันศีลอดที่ไม่ได้ถือ
แต่ถ้าผู้ใดเป็นมุรตัด (ออกจากอิสลาม)
แล้วกลายเป็นบ้าในช่วงที่ออกจากศาสนา
ต้องชดใช้วันศีลอดที่ขาดไป
ผู้ที่ไม่ถือศีลอดเพราะป่วยหรือเดินทาง
เมื่อเหตุจำเป็นหมดลงในระหว่างวัน
เป็นซุนนะฮ์ให้เขางดเว้นจนถึงเย็น
(คือทำตัวเสมือนผู้ถือศีลอด งดกิน ดื่ม และเพศสัมพันธ์)
กรณีเสียชีวิตก่อนชดใช้
หากบุคคลหนึ่งมีศีลอดที่ต้องชดใช้ (กอฎออ์)
หรือศีลอดบนบาน (นะซัร)
แล้วเสียชีวิตก่อนชดใช้
- หากไม่ได้ถือเพราะเหตุจำเป็นที่ต่อเนื่องจนเสียชีวิต
เช่น ป่วยเรื้อรัง
→ ไม่มีบาป และไม่ต้องจ่ายฟิดยะฮ์ - แต่ถ้ามีความสามารถชดใช้ได้
แล้วเสียชีวิตโดยไม่ได้ชดใช้
→ ให้จ่ายจากทรัพย์มรดก
วันละหนึ่งมุด (ประมาณหนึ่งกำมือ/ส่วนอาหาร)
หรือ
ญาติผู้ใหญ่ (วะลีย์)
หรือบุคคลอื่นโดยได้รับอนุญาต
สามารถถือศีลอดแทนได้
ท่านเราะซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า:
“ผู้ใดเสียชีวิตโดยที่ยังมีศีลอดค้างอยู่
ผู้ปกครอง/ผู้ดูแลของเขา ถือศีลอดแทนเขาได้”
(บันทึกโดย บุคอรี และ มุสลิม)
วันหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ แล้วถามว่า:
“โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แม่ของดิฉันเสียชีวิตไป ทั้งที่ยังมีศีลอดบนบานค้างอยู่
ดิฉันสามารถถือแทนแม่ได้หรือไม่?”
ท่านเราะซูล ﷺ ตอบว่า:
“จงถือศีลอดแทนแม่ของเจ้าเถิด”
(บันทึกโดย มุสลิม)
ตามทัศนะของอุละมาอ์ส่วนใหญ่
การละหมาด:
- ไม่มีฟิดยะฮ์
- และไม่มีใครละหมาดแทนได้
เพราะไม่มีหลักฐานรองรับ
แต่อุละมาอ์บางท่านเปรียบเทียบละหมาดกับศีลอด
และเห็นว่าสามารถทั้งจ่ายฟิดยะฮ์ และชดใช้แทนได้
ผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้เพราะ
- ชราภาพมาก
- หรือป่วยเรื้อรัง
ต้องจ่ายฟิดยะฮ์ วันละ 1 มุด (อาหารหนึ่งส่วน)
หลักฐานจากอัลกุรอาน
อัลลอฮ์ตรัสว่า:
“และผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้
ให้เลี้ยงอาหารแก่คนยากจน”
(อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:184)
หากผู้ใดละศีลอดเพื่อช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์
เช่น คนตกทะเล หรือตกบ่อน้ำ
หรือหญิงที่ไม่ถือศีลอดเพื่อสุขภาพของลูกที่กำลังดูดนม
ต้องปฏิบัติ 2 อย่าง คือ:
✅ ชดใช้ศีลอด (กอฎออ์) ตามจำนวนวันที่ขาด
✅ จ่ายฟิดยะฮ์ วันละ 1 มุด (อาหารหนึ่งส่วน)
การผัดผ่อนการชดใช้
หากมีศีลอดค้าง (กอฎออ์)
แล้วไม่ชดใช้จนถึงรอมฎอนถัดไป
ต้อง:
- ชดใช้วันศีลอดตามจำนวนเดิม
- และจ่ายฟิดยะฮ์เพิ่ม
เช่น:
- ผ่าน 1 รอมฎอน → จ่าย 1 มุด/วัน
- ผ่าน 2 รอมฎอน → 2 มุด/วัน
- ผ่าน 3 รอมฎอน → 3 มุด/วัน
ยิ่งผัดผ่อนนาน → ฟิดยะฮ์ยิ่งเพิ่ม
ตัวอย่าง:
ถ้ามีศีลอดค้าง 1 วัน
แล้วชดใช้หลัง 20 ปี
ต้องถือ 1 วัน + จ่าย 20 มุด
การชดใช้โทษ (กัฟฟาเราะฮ์) สำหรับการทำให้ศีลอดเสีย
ผู้ใดมีเพศสัมพันธ์ในเวลากลางวันของเดือนรอมฎอนขณะถือศีลอด
ผู้นั้นต้องปฏิบัติ 2 อย่าง คือ:
✅ ชดใช้ศีลอด (กอฎออ์) ในวันนั้น
✅ และทำกัฟฟาเราะฮ์ (การชดใช้โทษ)
วิธีทำกัฟฟาเราะฮ์ (เรียงตามลำดับ)
- ปล่อยทาสให้เป็นอิสระ (ถ้ามีและสามารถทำได้)
ถ้าไม่สามารถทำได้ →
- ถือศีลอดติดต่อกัน 2 เดือน (60 วัน) โดยไม่ขาด
หากถือได้ 59 วัน แล้วขาดวันที่ 60
ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด 60 วัน
ถ้าทำไม่ได้อีก →
- เลี้ยงอาหารคนยากจน 60 คน
สำหรับผู้ที่ชรา หรือป่วยหนัก ไม่สามารถถือศีลอดได้
ต้องเลี้ยงอาหารคนยากจน 60 คนแทน
หะดีษจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ (ร.ฎ.)
มีชายคนหนึ่งมาหาท่านเราะซูล ﷺ แล้วกล่าวว่า:
“โอ้ ท่านเราะซูล ผมพินาศแล้ว”
ท่านถามว่า:
“อะไรทำให้เจ้าพินาศ?”
เขาตอบว่า:
“ผมมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาในเดือนรอมฎอน”
ท่านเราะซูล ﷺ จึงถามว่า:
👉 “เจ้าสามารถปล่อยทาสได้ไหม?”
เขาตอบว่า: “ไม่ได้”
👉 “เจ้าสามารถถือศีลอดสองเดือนติดต่อกันได้ไหม?”
เขาตอบว่า: “ไม่ได้”
👉 “เจ้าสามารถเลี้ยงอาหารคนยากจน 60 คนได้ไหม?”
เขาตอบว่า: “ไม่ได้”
จากนั้นชายคนนั้นก็นั่งลง
ท่านนบี ﷺ จึงนำตะกร้าอินทผลัมมาให้ และกล่าวว่า:
“เอานี่ไปบริจาคเถิด”
ชายผู้นั้นกล่าวว่า:
“มีใครยากจนกว่าผมหรือครับ?
ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ระหว่างภูเขาทั้งสองของเมืองมะดีนะฮ์
ไม่มีครอบครัวใดยากจนกว่าครอบครัวผม”
ท่านนบี ﷺ ยิ้มจนเห็นฟัน แล้วกล่าวว่า:
“ไปเถิด เอาไปเลี้ยงครอบครัวของเจ้าเอง”
(บันทึกโดย บุคอรี และมุสลิม)
ไม่ว่าในเดือนรอมฎอนหรือในเวลาอื่น หากเป็นการชดใช้ (กอฎออ์) การบนบาน (นะซัร) หรือในวันที่ถือศีลอด หากมีเพศสัมพันธ์ หรือในเดือนรอมฎอนมีการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ด้วยความสมัครใจ จะไม่จำเป็นต้องชดใช้ด้วย “กัฟฟาเราะฮ์” (การชดใช้โทษหนัก)
ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการไม่ถือศีลอดมี 4 ประการ คือ:
- การชดใช้ (กอฎออ์)
- การสำรวมตน (อิมซาก)
- การจ่ายฟิดยะฮ์
- การชดใช้โทษ (กัฟฟาเราะฮ์)
1. การชดใช้ (กอฎออ์)
ผู้ที่ป่วย เดินทาง ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีประจำเดือน อยู่ในช่วงหลังคลอด หรือเป็นลม เมื่อเหตุจำเป็นหมดไปแล้ว ต้องถือศีลอดชดใช้ตามจำนวนวันที่ขาดไป ผู้ที่ไม่ถือโดยไม่มีเหตุจำเป็นก็เช่นเดียวกัน
2. การสำรวมตน (อิมซาก)
ผู้ที่ตั้งใจฝ่าฝืนการถือศีลอด หรือผู้ที่ลืมตั้งเจตนาในตอนกลางคืน ต้องสำรวมตนเหมือนผู้ถือศีลอด คือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ศีลอดเสีย
3. การจ่ายฟิดยะฮ์
ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ และหญิงให้นมบุตรที่ไม่สามารถถือได้ ต้องจ่ายฟิดยะฮ์ รวมถึงผู้ที่เลื่อนการชดใช้โดยไม่มีเหตุจนถึงรอมฎอนถัดไป ก็ต้องจ่ายฟิดยะฮ์เช่นกัน
4. การชดใช้โทษ (กัฟฟาเราะฮ์)
คือการชดใช้สำหรับผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์โดยเจตนาในเดือนรอมฎอน
การที่ต้องชดใช้โทษ มีเงื่อนไข 7 ประการ:
ก. ต้องเป็นผู้ชาย
โดยหลักแล้ว ไม่ว่าจะกรณีใด ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องชดใช้โทษนี้
ข. ต้องบรรลุนิติภาวะ
เด็กและผู้วิกลจริตไม่ต้องรับโทษนี้
ค. การเสียศีลอด
(การลืม) หากลืมตัวแล้ว มีเพศสัมพันธ์ในรอมฎอน จะไม่ต้องชดใช้โทษ
ง. ต้องเป็นศีลอดรอมฎอน
หากเป็นศีลอดบนบาน ศีลอดชดใช้ หรือศีลอดกัฟฟาเราะฮ์ จะไม่ต้องชดใช้โทษ
จ. ศีลอดเสียเพราะเพศสัมพันธ์
ถ้ากินหรือดื่มจนศีลอดเสีย จะไม่ต้องชดใช้โทษ
แต่หากมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ (ซึ่งเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ) จะต้องชดใช้โทษ
ฉ. ต้องเป็นผู้มีความผิด
ผู้ป่วยหรือผู้เดินทาง หากมีเพศสัมพันธ์ขณะถือศีลอด จะไม่ต้องชดใช้โทษ
ช. ต้องอยู่ในสภาพถือศีลอด
หากยังไม่ได้ตั้งใจถือศีลอด กินอาหารก่อน แล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ ถึงแม้จะเป็นบาป ก็ไม่ต้องชดใช้โทษ
ซุนนะฮ์ (แบบอย่างที่ควรปฏิบัติ) ในการถือศีลอด
ซุนนะฮ์บางประการของการถือศีลอด มีดังต่อไปนี้:
- กินอาหารซะฮูร (มื้อก่อนรุ่งเช้า) แม้จะไม่หิว และเลื่อนเวลาซะฮูรให้ใกล้รุ่งเช้าเท่าที่จะไม่ทำให้สงสัยว่าเลยเวลาแล้ว
2.
รีบละศีลอด (อิฟตาร) เมื่อถึงเวลา
ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:
“จงกินซะฮูรเถิด เพราะในซะฮูรมีความจำเริญ และตราบใดที่มนุษย์ยังรีบละศีลอดอยู่ พวกเขายังอยู่ในความดีงาม”
(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)
3. ละศีลอดด้วยอินทผาลัม หากไม่มี ให้ใช้น้ำแทน
4. ละเว้นสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลิน เช่น ดมกลิ่นหอม หรือมองสิ่งสวยงาม เป็นต้น
5. หลีกเลี่ยงการฮะญามะฮ์ (การครอบแก้ว)
6. งดเคี้ยวหมากฝรั่งและชิมรสอาหารในเวลากลางวัน
7. หลังจากละศีลอดแล้ว ให้อ่านดุอาอ์:
“อัลลอฮุมมะ ละกะ ศุมตุ วะอะลา ริซกิกะ อัฟฏ็อรตุ”
(โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ถือศีลอดเพื่อพระองค์ และละศีลอดด้วยริซกีของพระองค์)
8. ในเดือนรอมฎอน หากมีโอกาส ให้ทำทานมาก ๆ รำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซิกิร) และอ่านอัลกุรอาน
9. ในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ให้ปฏิบัติอิอฺติกาฟ (อยู่ในมัสยิดเพื่ออิบาดะฮ์)
